กำลังโหลดข้อมูล
กำลังโหลดข้อมูล

"รวมฮิตหญ้าแมว" ยอดนิยม พร้อมประโยชน์ที่ทาสแมวควรรู้
1. ต้นอ่อนข้าวสาลี (Wheatgrass) เป็นหญ้าแมวที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด หาซื้อเมล็ดมาปลูกง่ายและโตไวมาก • ประโยชน์: • ช่วยกำจัดก้อนขน (Hairball): ช่วยให้แมวสำลักก้อนขนที่ติดอยู่ในกระเพาะออกมาได้ง่ายขึ้น • วิตามินสูง: มีวิตามิน A, C, E และคลอโรฟิลล์ ช่วยบำรุงเลือดและเสริมภูมิคุ้มกัน • ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย: มีกากใยสูง ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก
2. ตำแยแมว (Indian Acalypha) แมวมักจะชอบส่วน "ราก" ของต้นตำแยแมวมากเป็นพิเศษ เมื่อแมวเห็นมักจะเข้าไปกลิ้งเกลือกและกัดเคี้ยว • ประโยชน์: • สร้างความเคลิบเคลิ้ม: มีสารที่ทำให้แมวรู้สึกผ่อนคลาย คลายเครียด (คล้ายกัญชาแมว) • ช่วยขับเสมหะ: เป็นสมุนไพรที่ช่วยล้างทางเดินอาหารและขับเสมหะให้แมว • ถอนพิษ: ตามตำราสมุนไพรเชื่อว่าช่วยถอนพิษไข้ในสัตว์ได้
3. หญ้าแพรก หรือ หญ้าขน (Natural Grass) เป็นหญ้าทั่วไปที่หาได้ตามธรรมชาติ (แต่ต้องระวังเรื่องยาฆ่าแมลงและปรสิต) • ประโยชน์: • ล้างทางเดินอาหาร: แมวมักจะกินเพื่อกระตุ้นให้ตัวเองอาเจียนเอาสิ่งแปลกปลอม หรืออาหารที่ไม่ย่อยออกมา • หาง่าย: เป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมที่แมวป่าใช้ในการดูแลตัวเอง
4. ไผ่เงิน (Siamese Bamboo) ไม้ประดับที่เป็นมิตรกับแมว มีลักษณะพุ่มสวยงามและใบสากๆ ที่แมวชอบแทะ • ประโยชน์: • ช่วยขัดฟัน: ใบของไผ่เงินมีความสากเล็กน้อย ช่วยขูดคราบสิ่งสกปรกตามซอกฟันได้เบื้องต้น • ลดการอักเสบ: ช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหารและลดการอักเสบในกระเพาะอาหาร • สวยงาม: ใช้ตกแต่งบ้านไปพร้อมกับเป็นอาหารว่างให้แมวได้
5. แคทนิป (Catnip / กัญชาแมว) ถึงจะไม่ใช่ "หญ้า" ในเชิงลักษณะใบยาว แต่เป็นสมุนไพรในตระกูล Mint ที่แมวคลั่งไคล้ • ประโยชน์: • ลดความวิตกกังวล: ช่วยให้แมวที่ตื่นตระหนกหรือย้ายบ้านใหม่รู้สึกผ่อนคลาย • กระตุ้นการออกกำลังกาย: แมวบางตัวเมื่อโดนแคทนิปจะคึกคัก วิ่งเล่น ทำให้ได้ออกแรงมากขึ้น
เผยแพร่เมื่อ วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569
จำนวนวิว: 4
เมื่อน้องแมวย่างเข้าสู่อายุ 7-10 ปีขึ้นไป พวกเขาจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "แมวสูงวัย" (Senior) กิจกรรมที่เคยโลดโผนอาจลดลง เปลี่ยนเป็นการนอนที่ยาวนานขึ้น ในฐานะเจ้าของ
แมวเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่ทาสแมวทุกคนคงเคยเห็นพฤติกรรมแปลกๆ อย่างการที่เจ้าเหมียวลงไปเล็มหญ้าในสวนอย่างเอร็ดอร่อย แล้วสักพักก็ขย้อนออกมา พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
การเลี้ยงแมว "ระบบปิด" (Indoor Only) ในปัจจุบันถือเป็นมาตรฐานใหม่ที่สัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญแนะนำครับ เพราะสภาพแวดล้อมภายนอกบ้านเรามีอันตรายรอบด้านมากกว่าที่คิด
การเลี้ยงแมวในสภาพแวดล้อมแบบไทยๆ โดยเฉพาะแมวที่เลี้ยงระบบเปิด หรือแมวไทยสายลุย มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากสิ่งแวดล้อมและแมวจรตัวอื่นๆ ได้ง่าย
โรคเอดส์แมว (FIV) และลูคีเมียแมว (FeLV) โรคติดต่อ เรื้อรังที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาด" เนื่องจากไวรัสจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในกระแสเลือดและไขกระดูกของน้องแมวไปตลอดชีวิต
การพาน้องแมวเดินทาง (โดยเฉพาะแมวระบบปิด) เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนให้รัดกุม เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ตกใจง่ายและไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม